นักสืบสืบอดีต จากประวัติศาสตร์ด้วยอะไรบ้าง?

14 มกราคม. 2565 เวลา 12:05 / ผู้เข้าชม : 11
นักสืบสืบอดีต จากประวัติศาสตร์ด้วยอะไรบ้าง?

           เหตุการณ์ที่เกิดในอดีตทั้งหมดนั้นไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เพราะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตมากมายที่ไม่ได้บันทึกใรประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ที่เรารู้และเข้าใจนั้นมาจาก “ หลักฐานทางประวัติศาสตร์” นึกประวัติศาสตร์จึงมีหน้าที่สืบว่า แท้จริงแล้ว อดีตเป็นมาอย่างไร เพราะการบันทึกอดีต อาจจะมีอัคติ หรือความตั้งใจที่จะบอกอะไรบางอย่างก็ได้

อาวุธหลักของนักประวัติศาสตร์เพื่อตั้งคำถามเพื่อสืบหาความจริงหลักฐานทางประวัติศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  • หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
  • หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร

หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

  • เครื่องมือเครื่องใช้
  • เครื่องประดับ
  • อาวุธ
  • ศิลปะ

หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร

  • ศิลาจารึก
  • พงศาวดาร
  • ประกาศกฎหมาย จดหมายเหตุ
  • หนังสือพิมพ์

อะโครโพลิส (Acropolis)      

            อะโครโพลิส (Acropolis) คือ ป้อมปราการที่อยู่บนเทือกเขาสูง ซึ่งมีอยู่หลายจุดใน ประเทศกรีซ อะโครโพลิสที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ อะโครโพลิสแห่งเอเธนส์ (Acropolis of Athens) ซึ่งมีวิหารสามแห่ง คือ วิหารพาร์เทนอน(Parthenon) วิหารอิเรกเทียม (Erechtheum) และมีโรงละครอีกสองแห่งคือ โรงละครเฮโรเดส อัตติกัส (Theatre of Atticus) และ โรงละครไดอะไนซัส(Theatre of Dionysus) ค่ะ 

           ที่นี่ถือได้ว่า เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของโลกเลยก็ว่าได้ เป็น อารยธรรมโบราณ ซึ่งสถานที่ที่ยังมีสิ่งก่อสร้างซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรือง และความรู้ความสามารถของคนในยุคก่อน ความท้าทายในการเที่ยวชมที่นี่เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวหลายคนถวิลหา เพราะจะต้องเลาะไปตามทางเดินที่อยู่ตรงแนวเนินเขาที่ทั้งสูง และชัน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวสายโบราณคดี และผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์แล้ว ที่นี่เป็นจุดที่ต้องไปสักครั้งหนึ่งให้ได้

แผ่นหินโรเซตตา (The Rosetta Stone)

         เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1799 ซึ่งเป็นช่วงที่อียิปต์อยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศส ร้อยเอกปิแอร์ ฟรองซัวส์ บูชาร์ด(Captain Pierre-Francois Bouchard) วิศวกรประจำกองทัพบกได้ค้นพบแผ่นหินบะซอลต์สีดำแผ่นหนึ่งโดยบังเอิญ (บ้างว่าเป็นหินแกรนิต) ขณะคุมงานก่อสร้างอยู่ที่เมืองโรเซตตา แผ่นหินน้ำหนักราว 760 กิโลกรัม บนแผ่นหินนี้แบ่งจารึกออกเป็น 3 ตอน และมีอักษรจารึกอยู่ทั้งหมด 3 ชนิด คือ กรีกโบราณ เดโมติก และฮีโรกลิฟฟิก จากนั้นไม่นานแผ่นหินนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “แผ่นหินโรเซตตา” เมื่อตกไปอยู่ในมือของอังกฤษและถูกนำไปไว้ที่บริติชมิวเซียม ในปี ค.ศ. 1802

          การที่แผ่นหินโรเซตตามีอักษร 3 แบบจารึกไว้ในแผ่นเดียวกันทำให้ง่ายต่อการอ่านและตีความอักษรฮีโรกลิฟฟิก ซึ่งเป็นปริศนากว่าพันปี เนื่องจากตัวอักษรของชาวอียิปต์โบราณมีวิวัฒนาการแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ฮีโรกลิฟฟิก ฮีราติก เดโมติก และคอปติก ไล่เรียงจากอักษรภาพไปจนถึงอักษรที่มีความเป็นพยัญชนะมากขึ้นในยุคหลัง ดังนั้นนักวิชาการที่สามารถอ่านอักษรยุคหลัง ก็จะสามารถถอดความเทียบเคียงอักษรฮีโรกลิฟฟิกฟิกบนแผ่นจารึกนี้ได้ โทมัส ยัง (Thomas Young) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นคนแรกที่เริ่มถอดรหัสแผ่นหินโรเซตตาและสามารถถอดรหัสอักษรเดโมติกได้ในปี ค.ศ. 1814 ทว่าก่อนจะถอดความอักษรฮีโรกลิฟฟิกสำเร็จเขาก็เสียชีวิตเสียก่อน

          ฌอง ฟรองซัวส์ ชองโปลิยง (Jean-Francosis Champollion) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสเป็นผู้สานต่องานที่ โทมัส ยัง ทำค้างไว้ กระทั่งสามารถถอดความอักษรฮีโรกลิฟฟิกได้สำเร็จ ซึ่งใจความอักษรที่สลักลงไปบนแผ่นหินนี้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อ 196 ปีก่อนคริสตกาล โดยนักบวชในเมืองเมมฟิสช่วยกันทำจารึกนี้ขึ้นมาเพื่อสรรเสริญฟาโรห์ปโตเลมีที่ 5 กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่สามารถแผ่ขยายการปกครองไปถึง ซีเรีย ปาเลสไตน์ หรือแม้กระทั่งเอเชียไมเนอร์ (ตุรกี) แผ่นหินโรเซตตาถือเป็นกุญแจไขปริศนาอักษรฮีโรกลิฟฟิกของชาวอียิปต์และทำให้นักวิชาการสามารถตีความอักษรโบราณที่จารึกอยู่ตามพีระมิด หลุมฝังศพ และจารึกต่างๆ ในยุคอารยธรรมแรกเริ่มของชาวอียิปต์เมื่อหลายพันปีก่อนคริสตกาล

 

มาชู ปิกชู (Machu Picchu)

          หลังจากจักรวรรดิอินคาล่มสลายลงเนื่องจากการเมืองภายในโรคระบาดและจากการยึดครองของสเปน ในปี ค.ศ. 1532ทำให้อารยธรรมโบราณที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่13 เหลือแค่เพียงตำนาน ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1911 ฮิแรม บิงแฮม (Hiram Bingham) นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยเยลให้สำรวจประเทศเปรู เพื่อค้นหาเมืองวิลคา บัมบา ซึ่งชาวสเปนได้บันทึกว่า เป็นเมืองที่กษัตริย์แห่งอาณาจักรอินคาใช้เป็นที่หลบซ่อนเมื่อครั้งพ่ายแพ้แก่กองทัพสเปน

          แล้วโลกก็ต้องบันทึกการค้นพบอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อบิงแฮมบังเอิญพบเมืองโบราณ มาชู ปิกชู (Machu Picchu) เมืองที่หายสาบสูญไปจากอารยธรรมอินคา เมืองแห่งนี้ซุกซ่อนอยู่ในป่าดงดิบในเขตเทือกเขาแอนดีส ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง 2,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล เหนือแม่น้ำอุรุบัมบา (Urubamba) รายล้อมด้วยหน้าผาสูงชันราว 600 เมตร ซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของชนเผ่าอินคาในอดีตเรียงรายเป็นระเบียบสวยงาม ครอบคลุมพื้นที่ 13 ตารางกิโลเมตร สะกดให้ผู้พบเห็นจินตนาการถึงอารยธรรมที่เคยรุ่งโรจน์ของดินแดนแห่งนี้

          การตรวจสอบด้วยกัมมันตภาพรังสีในรูปแบบคาร์บอนในทศวรรษ 1980 พบว่ามีความเป็นไปได้ว่ามาชู ปิกชู อาจจะสร้างขึ้นก่อนหรือช่วงเริ่มต้นอารยธรรมอินคา คือราวศตวรรษที่ 7 หรือราว ค.ศ. 1200-1450 และสันนิษฐานว่าเมืองแห่งนี้อาจใช้เป็นเทวสถานหรือที่พักอาศัยของชนชั้นสูง เนื่องจากตัวเมืองอยู่ห่างจากคูสโก (Cusco) อดีตเมืองหลวงของอินคาทำให้ไม่เหมาะแก่การคมนาคมหรือเป็นแหล่งชุมชนของชาวบ้านทั่วไป

          มาชู ปิกชู ยังเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความมหัศจรรย์ทางด้านสถาปัตยกรรมอีกด้วย โดยเฉพาะอนุสาวรีย์ขนาดมหึมาที่ก่อสร้าง น่าประหลาดใจว่าชนโบราณเหล่านี้เรียนรู้วิธีขนย้ายแท่งหินขนาดยักษ์และนำมาเรียงรายต่อกันสูงเป็นชั้นๆ ได้เรียบสนิท โดยไม่ใช้ล้อเลื่อนหรือลูกรอกได้อย่างไร นอกจากนี้ระบบชลประทานเพื่อการเกษตร รูปแบบการทำเกษตรหรือการทำนาเกลือที่เก่าแก่แบบขั้นบันได หอคอยสำหรับการเฝ้ามองดูผู้รุกราน การสร้างถนน สิ่งก่อสร้างตามไหล่เขา ที่ไล่ระดับเป็นขั้นๆ ซากกำแพงหินแกรนิตสีขาว  นับเป็นปริศนา ที่ไม่มีใครทราบจนกระทั่งบัดนี้ว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้บนยอดเขาสูง

สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี และรูปปั้นทหาร 10,000 ชิ้น

          สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ฉิน ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง เมืองหลินถง บริเวณเชิงเขาหลีซาน ห่างจากตัวเมืองซีอานไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 35 กิโลเมตร กำลังขุดดินเพื่อหาบ่อน้ำไว้ใช้สำหรับเพาะปลูกในฤดูหนาว เขาพบเหยือกดินเผา กองทหารดินเผา รวมถึงคันธนูและลูกธนูที่ทำจากทองเหลืองเมื่อขุดลึกลงไปราว 4 เมตร หลังจากนั้นทางรัฐบาลจีนได้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่แล้วเริ่มขุดค้นอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 เป็นต้นมา และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมในปี ค.ศ. 1979

         นักโบราณคดีเชื่อว่าสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้สร้างขึ้นเมื่อ 220-210 ปี ก่อนคริสตกาล มีโครงสร้างสลับซับซ้อน แบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นใน-นอก ภายในสุสานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีพื้นที่ราว 25,000 ตารางเมตร ใช้ระยะเวลาในการสร้างถึง 38 ปี นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้ทั่วโลกตื่นตะลึงคือกองทัพทหารดินเผากว่า 10,000 ตัว ซึ่งแต่ละตัวล้วนแต่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกัน รถม้าไม้มากกว่า 100 คัน สรรพาวุธที่ทำจากทองเหลืองและข้าวของเครื่องใช้โบราณอีกมากมาย

          อย่างไรก็ดี นักโบราณคดีก็ยังไม่พบพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ แม้จะมีการสันนิษฐานว่าหลุมพระศพอยู่บนเนินดินห่างจากหลุมขุดค้นหุ่นทหารดินเผาออกไปราว 2 กิโลเมตร โดยประเด็นเกี่ยวกับที่ฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป เพราะทางการจีนยังไม่อนุญาตให้มีการขุดค้นเพราะเกรงว่าจะทำให้โบราณวัตถุอื่นๆ ได้รับความเสียหายจากการเคลื่อนย้ายและจากสภาพอากาศ แม้กระนั้นการค้นพบสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ก็เป็นการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าอารยธรรมของชาวจีนนั้นยิ่งใหญ่และน่ามหัศจรรย์เพียงใด

ห้องสมุดอัสซีเรีย ในเมืองโบราณนิเนเวห์ (Nineveh’s Assyrian Library)

          เมืองนิเนเวห์ เป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บนลุ่มแม่น้ำไทกริส ปัจจุบันคือบริเวณที่อยู่ตรงข้ามกับเมืองโมซูล ประเทศอิรัก ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอัสซีเรีย (Assyrian Empire) ซึ่งก่อตั้งขึ้นราว 900-700 ปีก่อนคริสตกาล และแพร่ขยายอาณาเขตครอบคลุมไปถึงแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อาระเบียและอาร์เมเนีย

          เมืองโบราณแห่งนี้ถูกอาณาจักรบาบิโลเนียและชนชาติอื่นๆ ซึ่งเป็นศัตรูกับอัสซีเรียเข้ายึดครองและทำลายเมื่อ 612 ปีก่อนคริสตกาล ในปี ค.ศ. 1843 ปอล เอมีล โบตา (Paul Emile Botta) นักโบราณคดีและนักการทูตชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ค้นพบเมืองนิเนเวห์

          ทว่าคนที่พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองทางด้านวรรณคดีของดินแดนแถบนี้ก็คือ ออสเตน เฮนรี่ ลายาร์ด (Austen Henry Layard) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ลายาร์ดพบห้องสมุดหลวงของกษัตริย์อาซูร์บานีปาล(The Royal Library of Ashurbanipal) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรอัสซีเรีย พระองค์เป็นทั้งนักรบ นักปกครอง นักวิชาการ และเป็นผู้อุปถัมป์งานด้านศิลปะและการศึกษา ห้องสมุดแห่งนี้รวบรวมงานเขียนที่เป็นแผ่นจารึกต่างๆ ไว้กว่า 22,000 แผ่น ไม่เพียงเฉพาะแผ่นจารึกในภาษาอัสซีเรียเท่านั้น แต่ย้อนหลังไปถึงจารึกโบราณของอาณาจักรอัคคาเดียและสุเมเรียเลยทีเดียว

           หลักฐานทรงคุณค่าชิ้นหนึ่งคือ มหากาพย์กิลกาเมช (Gilgamesh) จารึกแผ่นดินเหนียว 12 แผ่น ว่าด้วยตำนานน้ำท่วมโลกที่เก่าแก่ของเมโสโปเตเมีย เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งนักวิชาการเชื่อว่ามหากาพย์เรื่องนี้มีกำเนิดมาจากตำนานกษัตริย์สุเมเรียและบทกวีเกี่ยวกับวีรบุรุษในตำนานที่ชื่อว่า กิลกาเมช  ซึ่งต้นแบบของมหากาพย์หลายเรื่องในยุคหลัง รวมถึงมีอิทธิพลต่อมหากาพย์โอดิสซีย์ (Odyssey) ของโฮเมอร์ ส่วนตำนานที่เกี่ยวกับน้ำท่วมโลกก็ยังคล้ายคลึงกับตำนานน้ำท่วมโลกของโนอาห์ ในพระคัมภีร์ไบเบิลด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.silpa-mag.com/history/article_28661

Related content

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Copyrighted 2021. designlandclub. All Rights Reserved.
@ ART AD. DESIGN. 2021