ประวัติบุคคลสำคัญของโลก

10 กรกฎาคม 2564 เวลา 16:41 / ผู้เข้าชม : 3,494
ประวัติบุคคลสำคัญของโลก

ดร.ซุน ยัดเซ็น ผู้นำแห่งการปฏิวัติ


ดร.ซุน ยัดเซ็น เกิดมาในครอบครัวของเกษตรกรผู้ยากจนในจังหวัดเซียงซาน ในมณฑลกวางตุ้งของจีนตอนใต้  ในปี 1879 “ซุน เหมย” (พี่ชายของเขาซึ่งก่อนหน้านี้เคยอพยพไปฮาวายในฐานะคนงาน) พาเขาไปที่โฮโนลูลูไปเรียนต่อที่โรงเรียนสอนศาสนาชาวอังกฤษเป็นเวลาสามปี และที่วิทยาลัยโอวาฮูอีกหนึ่งปี เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาสัมผัสกับอารยธรรมจากประเทศตะวันตก หลังจากพี่ชายของเขาคัดค้านความชอบของเขาที่มีต่อศาสนาคริสต์ ทำให้ส่งซุนกลับไปที่บ้านเกิดของเขาในปี 1883 เพื่อไปศึกษาต่อในฮ่องกงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ในขณะที่เขารับการบัพติสมาโดยผู้สอนศาสนาชาวอเมริกันในช่วงปลายของปีเดียวกันนี้เอง

ในปี 1884 ซุนได้เดินทางย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนรัฐบาลกลาง (ต่อมารู้จักกันในนาม Queen’s College) และแต่งงานกับ “หลู มู่เจิน” ซึ่งเป็นการแต่งงานที่จัดขึ้นของผู้ใหญ่ พวกเขาได้ให้กำเนิดบุตรอีก 2 คน เป็นเด็กชาย 1 และเด็กหญิงอีก 1 คน หลังจากการเดินทางไปฮาวายอีกครั้ง ซุนได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลกวางโจวในปี 1886 จนกระทั่งได้ย้ายไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์จีนในฮ่องกง ซึ่งเขาได้จบการศึกษาในปี 1892 ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เรียนมาเพื่อประกอบอาชีพการเมือง ซุนยังคงมีความทะเยอทะยานที่จะหาวิธีแก้ปัญหากับประเทศจีน ที่ยึดติดกับวัฒนธรรมดั้งเดิมภายใต้ราชวงศ์ชิง ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องก้าวผ่านไปเพื่อให้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น

ก้าวสู่อาชีพการเมืองที่เปลี่ยนชะตากรรมของประเทศ

หลังจากที่ ดร.ซุน ได้ตัดสินใจเด็ดขาดจึงทิ้งอาชีพหมอเพื่อเดินทางขึ้นเหนือ เพื่อไปตามหาความสำเร็จทางการเมืองในปี 1894 เขาได้ส่งจดหมายไปถึง “หลี่ หงจาง” ข้าหลวงใหญ่แห่งเหอเป่ย์ เพื่อบอกถึงแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศจีนจะกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมาเป็นเพียงความไม่ใส่ใจใยดี ทำให้เขาเดินทางกลับไปที่ฮาวายอีกครั้งในเดือนตุลาคมปี 1894 และก่อตั้งสมาคมที่เรียกว่า “ชิงจงฮุย” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มคณะปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่สุดของจีน สมาชิกทั้งหมดมาชาวพื้นเมืองของมณฑลกวางตุ้ง และจากชนชั้นรากหญ้าเช่น เสมียน ชาวนา ช่างฝีมือ

ภารกิจของคณะปฏิวัติได้สัมฤทธิ์ผลเมื่อ ดร.ซุนได้แอบเจรจากับหยวนซื่อไข่จนได้โค่นอำนาจแมนจูลงได้ในที่สุด  ในวันที่ 20 มีนาคม ปี 1912 เจ้าหน้าที่ของหยวนซื่อไข่ได้ลอบสังหาร “ซ้ง เจียวเรน” ที่สถานีรถไฟของเซี่ยงไฮ้ ซุนจึงได้รีบเดินทางกลับมาเพื่อเรียกร้องให้ผู้ที่รับผิดชอบถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในขณะที่ตัวหยวนเองได้ปฏิเสธที่จะยอมรับในการกระทำของตน แถมยังได้ปลดเขาออกจากคณะปฏิวัติในวันที่ 15 กันยายน 1913 พร้อมกับสั่งให้จับกุมตัว ทำให้ ดร.ซุน กลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่เดินทางหนีไปยังประเทศญี่ปุ่น

มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)


เกิดวันที่ – 2 ตุลาคม ค.ศ.1869

เสียชีวิตวันที่ – 30 มกราคม ค.ศ.1948

อายุ – 79 ปี

มหาตมะ คานธี เป็นนักการเมืองและผู้นำทางการเมืองของประเทศอินเดีย เป็นส่วนสำคัญในการช่วยอินเดียต่อสู้เพื่อเอกราชจากประเทศอังกฤษสำเร็จ รวมทั้งยังช่วยยุติการสู้รบระหว่างมุสลิมและฮินดูที่กัลกัตตา โดยการต่อสู้ทางการเมืองของ คานธี เป็นไปในแบบของอหิงสาและสันติวิธี เป็นแบบอย่างการประท้วงที่ไม่ใช้ความรุนแรง โดยการประท้วงของคานธีจะเป็นไปในรูปแบบของอดอาหารประท้วง ตลอดระยะกว่า 55 ปีที่ มหาตมะ คานธี อุทิศตนเองให้แก่ทางการกฎหมายและการเมือง สุดท้ายคานธีได้ถูกรอบสังหารจากชาวฮินดูหัวรุนแรงที่ไม่ยอมให้ฮินดูเข้าร่วมกับมุสลิม โดยการถูกยิงเข้ากลางหน้าผากเป็นจำนวน 3 นัด เสียชีวิตด้วยอายุ 79 ปี

คานธีให้ความสำคัญในด้านเหยียดสีผิวอย่างมาก เนื่องจากในปี ค.ศ.1983 คานธีเคยถูกคนผิวขาวเหยียดผิวขั้นรุนแรงถึงขนาดที่ทำร้ายร่างกายกันเลยทีเดียว ระหว่างที่คานธีนั่งรถไฟเดินทางไปเป็นทนายว่าความให้ลูกความในประเทศแอฟริกาใต้แต่กลับถูกเหล่าคนผิวขาวจับโยนลงจากรถไฟ เพียงแค่โดยสารมาในชั้น First Class เท่านั้นเอง นับแต่เหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา คานธีจึงต้องการยุติการเหยียดผิวในประเทศแอฟริกาใต้โดยการเรียกร้องสิทธิให้แก่คนผิวคล้ำนั่นเอง

โอดะ โนบุนากะ ไดเมียวแห่งยุคเซงโงกุ จอมมารฟ้าขุนพลผู้รวบรวมแผ่นดิน

 

ประวัติของโอดะ โนบุนากะ ต้องมองย้อนไปถึงเกิดเมื่อปี ค.ศ.1534 ที่ปราสาทนะโงยะ ชื่อเดิมคือ คิปโปชิ ตามครอบครัวเค้าเป็นบุตรชายคนที่สองของ โอดะ โนบุฮิเดะ ไดเมมียแห่งแคว้านโอะวะริ (ปัจจุบันคือพื้นที่ในจังหวัดไอจิ) ตามศักดิ์แล้วแม้จะเป็นบุตรคนรองแต่เกิดกับภรรยาหลวง ทำให้เค้ามีหน้าที่สืบสมบัติจากพ่อซึ่งเป็นไดเมียวตามธรรมเนียม ตอนเด็ก คิปโปชิ ต้องบอกว่ามีแนวคิดค่อนข้างจะแตกต่างจากเด็กคนอื่นพอสมควร แม้จะได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ที่ชื่อว่า ฮิระเตะ มะซะฮิเดะ ชายผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของไดเมียวที่ไว้วางใจที่สุดก็ตาม แต่โนบุนากะในตอนนั้นก็เด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไรได้ ทำให้ตัวเค้าเองแสดงกิริยาอาการที่ไม่ดีหลายครั้ง จนอาจารย์ต้องฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้ความผิดดังกล่าว ทำให้โนบุนากะเสียใจมาก 

การขึ้นครองเมือง

หลังจากไดเมียเสียชีวิตลง แน่นอนว่า คิปโปชิ หรือ โนบุนากะ ต้องขึ้นครองเมืองแทนที่บิดาตามธรรมเนียมแต่ด้วยอายุที่ยังเด็กเกินไปทำให้การขึ้นครองเมืองนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบากไม่ว่าจะเป็นแคว้นข้างเคียงที่มีอำนาจมากกว่า ก็พร้อมจะเข้าทำศึกสงครามในช่วงผลัดเปลี่ยนเจ้ามือง รวมถึงสงครามภายในที่ตระกูลย่อย ตระกูลสาขาหวังจะขึ้นมาเป็นใหญ่แทน ซึ่งโนบุนากะก็ใช้ความกล้าหาญ เอาชนะจนได้ขึ้นครองเมืองอย่างเต็มตัวในที่สุด

ความสามารถทางทหาร

หลังจากครองเมืองได้อย่างมั่นคงแล้ว โนบุนากะ ก็เริ่มที่จะขยายอิทธิพลของตัวเองให้ออกไปไกลมากขึ้นด้วยวิธีสงคราม และการเจรจาสลับกันไป เมืองไหนเจรจาได้ทุกอย่างก็จบ แต่หากเจรจาไม่ลงตัวก็พร้อมจะทำสงครามให้ดับดิ้นไป ด้วยวิธีนี้ทำให้โนบุนากะสามารถผนวกแคว้นหลายแห่งเข้าไปเป็นเมืองเดียวกันได้ ซึ่งอาวุธเด็ดในตอนนั้นของเค้านอกจากฝีมือเชิงดาบแล้วการใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธใหม่ในตอนนั้นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ยกระดับกองทัพที่ไม่ใช่ทหารแบบถูกฝึกมาทั้งหมด เอาชนะกองทัพที่เป็นทหารล้วนๆ ได้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนักการทหาร เสนาธิการ และแม่ทัพผู้เด็ดเดี่ยวคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเค้าเลย

CR : mustlovejapan

เจงกิส ข่าน

 

จักรพรรดินักรบชาวมองโกลผู้พิชิต ทรงก่อตั้งจักรวรรดิมองโกล มีพระนามเดิมว่า เตมูจิน (Temüjin) ตามสถานที่พระราชสมภพริมฝั่งแม่น้ำโอนอน ทรงเป็นผู้นำครอบครัวแทนพระบิดาเมื่ออายุเพียง 13 ปี และต้องดิ้นรนต่อสู้ขับเคี่ยวกับชนเผ่าต่าง ๆ ที่เป็นอริอยู่หลายปี ทรงปราบเผ่า “ไนแมน” ทางด้านตะวันตก พิชิตชนชาติ “ตันกุต” (เซี่ยตะวันตก) และยอมรับการจำนนของชาว “อุยกูร์”   ในปี พ.ศ. 1749 เตมูจิน ได้ทนงเปลี่ยนพระนามมาเป็น "เจงกีส ข่าน" และจากปี พ.ศ. 1754 ด้วยการรบพุ่งหลายครั้ง เจงกีส ข่าน ทรงสามารถยึดครองจีนตอนเหนือ อาณาจักรอิไตอิไต (Qara Khitai Empire)(เหลียวตะวันตก) จักรวรรดิคาเรสม์ และดินแดนอื่น ๆ อีกหลายแห่ง นับถึงเวลาเมื่อเจงกีส ข่าน สวรรคต จักรวรรดิมองโกลได้แผ่ขยายตั้งแต่ทะเลดำไปจดมหาสมุทรแปซิฟิก โดยทั้งหมดเริ่มที่จีนตอนเหนือ หลังจากยึดจงตู (ปัจจุบันคือกรุงปักกิ่ง) ได้แล้ว เจงกีส ข่าน ได้ส่งทูตไปยังเปอร์เซีย แต่ทางสุลต่านตัดหัวคนที่พระองค์ทรงส่งไป เจงกีส ข่าน จึงทรงมีพระราชบัญชาสั่งระดมพลไปบุกเปอร์เซีย เมืองทุกเมืองที่ต่อต้านจะถูกปล้นชิงและทำลาย หลังการยึด เจงกีส ข่าน ได้มีพระราชบัญชาสั่งทหาร 10,000 คนบุกไปทางเหนือ โดยไม่ได้ถูกหยุดเลยจนถึงสุดขอบทะเลยังใกล้เคียงตะวันออกกลาง เจงกีส ข่าน ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ตรงช่วงประมาณ 1 ศตวรรษ ก่อนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ขึ้นครองราชย์และสถาปนากรุงสุโขทัย พระองค์ได้รับการยกย่องโดยทั่วไปว่าทรงเป็นนักการทหารที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก นอกจากความสำเร็จในทางการทหารแล้ว เจงกีส ข่าน ยังทรงสร้างระบบอักษรขึ้นใช้ในจักรวรรดิมองโกล โดยดัดแปลงมาจากอักษรอุยกูร์ พระองค์รวบรวมชนเผ่าเร่ร่อนต่าง ๆ ของมองโกลเข้าเป็นชาติเดียวกัน และปกครองโดยถือหลักเปิดกว้างต่อความเชื่อทางศาสนา นอกจากนี้พระองค์ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงในเส้นทางสายไหม ทำให้โลกมุสลิม เอเชียตะวันออก และยุโรป สามารถค้าขายและติดต่อสื่อสารถึงกันได้

ภายหลังเจงกีส ข่าน สวรรคต โอเกได ข่าน พระราชโอรสของเจงกีส ข่านได้นำทัพกลับไปที่ใกล้ตะวันออกกลาง แต่ในขณะที่จะเข้าเวียนนา โอเกได ข่านได้สวรรคตก่อน ทำให้การปะทะกันไม่อาจเกิดขึ้น

CR : thairath

เนเฟอร์ติติ์ (Nefertiti)

พระนางเนเฟอร์ติติ  ในตำนานได้กล่าวไว้ว่า อียิปต์ไม่เคยสร้างหญิงใดงามได้เท่าพระนางเนเฟอร์ติติ ซึ่งเป็นผู้สมบูรณ์แบบในพระสิริโฉม

เรื่องราวของพระนางเนเฟอร์ติติ เริ่มต้นจากยุครุ่งเรืองมัลการ์ตาร์ที่งดงามที่สุดในอิยิปโบราณและเป็นที่ประทับของฟาโรห์ ไม่มีใครทราบว่าพ่อแม่ของพระนางเนเฟอร์ติติคือใคร พระนางเนเฟอร์ติติเติบโตท่ามกลางนางสนมกว่า 500 คนในฮาเร็มกว้างใหญ่ของอาเมนโฮเทปที่2ฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอียิปต์ ซึ่งพระมเหสีราชินีไทยี่ เลือกหญิงสาวจากฮาเร็มแห่งนี้ให้เป็นชายาของพระโอรสและผู้ที่ถูกเลือกนั้นคือ พระนางเนเฟอร์ติติ แต่ทุตโมเสสองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ตั้งแต่อายุยังน้อย จึงทำให้อาเคนาเตนพระสวามีของพระนางเนเฟอร์ติติกลายมาเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์อียิปต์ ทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกัน 6 คน

ในปีที่4 ของการครองราชย์ทั่งคู่ตัดสินใจละทิ้งเมืองทีบส์ ที่เคยเป็นเมืองหลวงของอียิปต์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี และออกมุ่งหน้าไปในทะเลทราย พระองค์ทรงแสวงหาที่สร้างเมืองหลวงใหม่ที่ปลอดภัยและห่างไกลจากศัตรู อาเมนโฮเตปที่4 เริ่มสร้างสถานที่เพื่อบูชาเทพอาเตนและยังเชื่ออีกว่าที่เดียวกันนี้พระองค์ได้ก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรู้จักเป็นชื่อเมือง อาร์ฮานา เมืองแห่งนี้ได้ถูกวางผังเมืองอย่างดีเป็นเมืองแรกของโลก ในปีที่ 14 พระนางเนเฟอร์ติติก็หายไปในจากบันทึก นักอียิปต์วิทยาบางคนเชื่อว่าพระนางสิ้นพระชนม์ด้วยโรคระบาด

เช กูวารา นักปฎิวัติแห่งละตินอเมริกา ผู้กอบกู้เสรีภาพของโลก

 

เวลาเราเห็นรูปชายหนุ่มคนหนึ่งที่มักจะถูกสกรีนลงบนเสื้อยืดธรรมดา หรือ ออกแบบเป็นสติ๊กเกอร์เพื่อแสดงตัวตนอะไรสักอย่าง ยอมรับตามตรงว่าตอนแรกคิดว่าชายคนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพสมมุติที่จิตรกรวาดขึ้นมา แต่ที่ไหนได้พอลองศึกษากลับพบว่าชายหนุ่มผมยาวใส่หมวกคนนี้มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก เค้าคือ เช กู 

วารา นักปฏิวัติแห่งลาตินอเมริกา

ประวัติของเช กูวารา

เช กูวารา เกิดเมื่อปี ค.ศ.1928 ชื่อเต็มของเค้าคือ เออเนสโต ราฟาเอล กูวารา เดอ ลา เซอนา เค้าเกิดที่ประเทศอาร์เจนตินา ครอบครัวของเค้าเป็นชาวสเปนอพยพมา มีพี่น้องทั้งหมด 5 คนด้วยกัน ในวัยเด็ก ราฟาเอล เป็นคนที่ชื่นชอบเล่นกีฬารักบี้มาก แม้จะมีปัญหาด้านสุขภาพจากโรคหอบหืดก็ตาม เมื่อโตขึ้นเค้าเข้าเรียนคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส จนจบการศึกษา

ท่องโลกเพื่อเปิดโลก

กิจกรรมยามว่างของ ราฟาเอล ช่วงที่เรียนหมออยู่ก็คือ การขับขี่รถไปเที่ยวทั่วเขตลาตินอเมริกา เค้าใช้มอเตอร์ไซค์นอร์ตัน 500 ซีซี ออกเดินทางไปตามแผนที่พร้อมกับรับหน้าที่เป็นอาสาสมัครเกี่ยวกับสุขภาพไปด้วย การเดินทางในครั้งนี้เปิดโลกของ ราฟาเอล ให้รู้จักทวีปลาตินอเมริกามากขึ้นจนมันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เค้าในตอนหลัง 

ต้นกำเนิดชื่อ

หากเรามองดูชื่อจริงในย่อหน้าแรกของเค้าจะเห็นว่าไม่มีคำว่า เช เลย แล้วคำนี้มาได้อย่างไร ย้อนไปตอนที่ ราฟาเอล กำลังเข้าไปวางแผนปฏิรูปในประเทศกัวเตมาลา ตอนนั้นเหล่าผู้ติดตามของเค้าเริ่มเรียกเค้าว่า เช ซึ่งคำนี้เป็นคำอุทานจากภาษาสเปน หมายถึงคำทักทายแบบวัยรุ่นหน่อย ประมาณว่า เฮ้, เฮ้ย, โย่ บางพื้นที่คำนี้ยังแปลว่าเพื่อนอีกด้วย ราฟาเอล เห็นว่าชื่อนี้ดี จึงผนวกกับชื่อเดิม แล้วเรียกตัวเองว่า เช กูวารา ตั้งแต่นั้นมา

จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ

แม้ว่าเค้าจะเริ่มสนใจการปฏิวัติมาตั้งแต่เรียนหมด แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เค้าได้กลายเป็นนักปฏิวัติตัวจริง ก็ต้องเป็นตอนที่เค้าเข้าร่วมกับ ฟิเดล คาสโทร และน้องชายของเค้า ราอูล เพื่อโค่นล้มรัฐบาลทหารในขณะนั้น ทั้ง 3 คนร่วมกับคณะปฏิวัติทำสำเร็จทำให้ เช กูวารา ได้รับการยกย่องทั้งชื่อเสียง ตำแหน่งอย่างมาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นระยะหนึ่ง เค้าจะหายตัวไปอย่างลึกลับ จนกระทั่งไปโผล่ที่อื่นเพื่อช่วยให้การปฏิวัติอีกหลายแห่งสัมฤทธิ์ผล

การกระทำของ เช กูวารานั้น ต้องยอมรับเลยว่า เค้าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติที่เกิดขึ้นมากมายในยุคนั้น ซึ่งสำเร็จได้ก็เพราะเค้ามีส่วนผลักดันพร้อมกับให้การสนับสนุนด้วย จึงทำให้เค้าจะถูกยกย่องในฐานะวีรบุรุษผู้เปลี่ยนแปลงลาตินอเมริกาอย่างแท้จริง

 

Sir Timothy John Berners-Lee ผู้คิดค้นโปรแกรม HTTP

Sir Timothy John Berners-Lee เกิดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.1955 เขาเป็นผู้คิดค้นและประดิษฐ์ WWW เป็นทั้ง ผู้อำนวยการของ World Wide Web Consortium ทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาเว็บไซต์ต่างๆ อีกทั้งยังควบตำแหน่งนักวิจัยอาวุโสรวมทั้งผู้นั่งในตำแหน่ง 3 Com Founders Chair ณ หอทดลองวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์แห่ง MIT

การถือกำเนิดของ HTTP

ขณะที่เขากำลังเป็นลูกจ้างอิสระอยู่ที่ “CERN” ช่วงเดือนมิถุนายน – ธันวาคม ค.ศ. 1980 Berners-Lee ได้นำเสนอโครงการหนึ่งซึ่งใช้แนวคิด Hypertext ในการแลกเปลี่ยนพร้อมปรับข้อมูลระหว่างนักวิจัยด้วยกันให้เข้าใจตรงกัน ขณะ Berners-Lee กำลังทำงานอยู่ที่นี่ เขาก็ได้สร้างระบบต้นแบบเอาไว้ พร้อมตั้งชื่อว่า ENQUIRE หลังจากออกจาก CERN ปีค.ศ.1980 Berners-Lee ได้ไปร่วมงานกับบริษัท “Image computer systems” สุดท้ายเขาก็ได้กลับมาทำงานที่ CERN อีกครั้งหนึ่งเมื่อ ค.ศ.1984 ในตำแหน่งสิกขบัณฑิต

เมื่อถึง ค.ศ.1989 CERN ก็ได้กลายมาเป็นศูนย์อินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่สุดในยุโรป และ Berners-Lee ก็ได้เล็งเห็นโอกาสในการใช้ ” Hypertext ” ควบรวมเข้ากับ Internet โดยเขาได้ออกแบบพร้อมสร้าง Web Browser รวมทั้ง Editor ตัวแรกของโลก มีชื่อว่า Worldwide Web บนระบบปฏิบัติการ NEXTSTEP ของ Steve jobs รวมทั้งสร้าง Web Server ขึ้น เรียกว่า httpd ซึ่งย่อมาจาก HyperText Transfer Protocal Deamon

เว็บไซต์ตัวแรกของโลกสร้างขึ้นที่ CERN พร้อมขึ้นออนไลน์อย่างเป็นทางการ วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1991 พร้อมให้คำอธิบายว่า Worldwide Web คืออะไร มันจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของเราอย่างไร และการที่เป็นเจ้าของ Browser ทำได้อย่างไรรวมทั้งจะติดตั้ง Web Server ได้อย่างไร อีกทั้งมันยังเป็น Web directory ตัวแรกของโลกอีกด้วย อีกทั้ง Berners-Lee ยังคอยดูแลรายชื่อของเว็บไซต์อื่นๆทั้งหมด นอกจากของตนอีกด้วย

ในปี ค.ศ.1994 เขาได้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Worldwide Web (W3C) ขึ้น ณ สถาบันเทคโนโลยี Massachusetts หรือ MIT  ร่วมด้วยบริษัทอีกหลายบริษัทต่างยินยอมพร้อมใจ เข้ามาร่วมสร้างมาตรฐานพร้อมข้อเสนอแนะ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ ต่อมาเดือนธันวาคม ค.ศ.2004 เขายอมรับตำแหน่งนั่งเก้าอี้เป็นประธานสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่คณะอิเล็กทรอนิกส์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัย Southampton แห่ง สหราชอาณาจักรเพื่อริเริ่มโครงการใหม่ นั่นก็คือ ” Semantic Web ”

Berners-Lee เป็นนักประดิษฐ์ใจกว้าง โดยต้องการมอบเทคโนโลยีอันล้ำหน้านี้ให้แก่มนุษย์ชาติ เขาเปิดเผยความคิดนี้ แก่ทุกคนรวมทั้งทุกองค์กรโดยไม่คิดเงิน อีกทั้งเขายังไม่เคยจดทะเบียนลิขสิทธิ์การค้นคิดของเขาเลย นอกจากนี้ยังไม่เรียกค่าตอบแทนหรือรางวัลอันล้ำค่าจากใครอีกต่างหาก นอกจากเงินเดือนปกติที่เขาสมควรได้รับ ด้วยเหตุนี้กลุ่มบริษัท Worldwide Web (W3C) จึงตัดสินใจไม่คิดเงินใดๆ ในการนำบรรทัดฐานของบริษัทไปใช้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายยอมรับมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ดูจากค่าสิขสิทธิ์ถูกหรือแพง

 

วิลเลียม เชกสเปียร์ ยอดนักเตะบทกวีชื่อดัง


เชกสเปียร์ครองตำแหน่งสุดยอดผู้ที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในวรรณคดีโลก เหมือนกับกวีคนดังคนอื่นๆ เช่น Homer และ Dante และนักประพันธ์เช่น Leo Tolstoy และ Charles Dickens ที่ได้มีชื่อเสียงในระดับชาติ แต่ชื่อเสียงของพวกเขาไม่สามารถเปรียบเทียบกับ Shakespeare ได้ เขามีชื่อเสียงมากมายจากบทละครที่เขียนขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 และ 17 สำหรับใช้ในการแสดงในโรงละครเล็กๆ จนต่อมาได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นบทละครที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่งแพร่หลายจากนักแสดง และโรงละครทั่วทุกแห่ง มากกว่าที่บทละครจากนักเขียนคนอื่นๆ เคยมีมา จนถึงกับมีการทำนายของนาย Ben Jonson ที่กล่าวว่าเขาจะไม่ได้แค่โด่งดังในช่วงชีวิตของเขา แต่เขาจะเป็นที่จดจดตลอดกาล และจริงที่สุดคำทำนายของเขาได้เป็นจริงดั่งในปัจจุบัน

มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะอธิบายถึงของพรสวรรค์ของเขาที่ทำให้เขาสามารถสร้างวิสัยทัศน์และจินตนาการของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และสนุกนานจนกลายเป็นผลงานชิ้นเอกสืบทอดชั่วรุ่นชั่วหลาน ผู้คนสามารถประจักษ์แก่สายตาได้ด้วยตนเองผ่านการแสดงบนโรงละคร หรืออ่านจากหนังสือซักเล่มที่มีผลงานของเขาตีพิมพ์อยู่ภายใน เขาเป็นสุดยอดคนที่มีความคิดอันชาญฉลาดและมีไหวพริบ มีความคิดที่กว้างไกล ที่มากกว่านักเขียนคนอื่นๆ เขาสามารถเขียนและบรรยายความรู้ของตัวละครได้ออกมาอย่างลึกซึ้ง และจับใจ จนได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย และถูกนำไปแปลเป็นภาษาต่างชาติมากที่สุดทั่วโลก

เรื่องราวชีวิตของเขายังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ เรามีความรู้เกี่ยวกับตัวตนของเขาน้อยมากในปัจจุบัน เขาเข้าพิธีบัพติศมาในวันที่ 26 เมษายน ปี 1564 โดยมีการฉลองวันเกิดในทุกๆ วันที่ 23 เมษายนของทุกปี ในระหว่างที่พ่อของเขา John Shakespeare ดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนของเมือง ต่อมาในปี 1565 ได้ถูกเลือกเข้าเป็นเทศมนตรี โดยมีการงานอาชีพที่ดี เป็นพ่อค้าที่ขายของมากมาย โดยอาศัยอยู่ร่วมกับภรรยาของเขา Mary Arden ที่มาจากเชื้อสายตระกูลเก่าแก่ โดยได้รับที่ดินเป็นมรดกตกทอดมากมาย

เขาได้แต่งงานเมื่ออายุได้ 18 ปี สถานที่ยังคงเป็นปริศนา แต่มีการเก็บรักษาหลักฐานไว้ที่ Worcester ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาไว้เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1582 โดยการดำเนินการของชายสองคน Sandells และ Richardson ซึ่งเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยให้บิชอปสำหรับการออกใบอนุญาตสำหรับการสมรสให้กับ William Shakespeare และ Anne Hathaway จากนั้นเขาก็ได้สร้างสรรค์ผลงานบทละครกว่า 38 เรื่อง และบทกวีกว่าอีก 150 ชิ้น ทั้งแบบสั้น และยาว โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานการเขียนที่ดีที่สุดในอังกฤษ ซึ่งเป็นเวลากว่า 400 ปีแล้วที่เขาเสียชีวิต แต่ก็ยังมีการแสดงละครของเข้าอยู่ทั่วโรงละครดังของโลก

เอากุสตุส ซีซาร์ (Augustus Caesar)

 

จักรพรรดิเอากุสตุส เขาเกิดมาในตระกูลเดียวกับจูเลียต ซีซาร์ แต่พอจูเลียต ซีซาร์พี่ชายของยายเขาโดนลอบสังหาร เขาจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นลูกบุญธรรมของซีซาร์  เมื่อโตขึ้นมาเขาไปปฏิวัติการปกครองมาเป็นแบบจักรวรรดิและแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นจักรพรรดิซึ่งเขาไปขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี 27 จนถึงปีที่ 14 ก่อนคริสต์ศักราช เขาเป็นจุดรวมทุกอย่างในโรมันต์ ดูแลและควบคุมการปกครองทั้งหมด ในสมัยออกุสตุส จักพรรดิแห่งโรมันต์สมัยนี้ได้มีการขยายอำนาจอย่างกว้างขวาง นับว่าเป็นสมัยจักวรรดิที่รุ่งเรืองที่สุดก็เป็นได้

ในสมัยของเอากุสตุสจะสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แล้วเขายังสร้างสาธารณูปโภคอย่างอื่นเพื่อแสดงให้ประเทศอื่นรู้ว่าบ้านเมืองของเขานั้นรุ่งเรืองถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์ที่สามารถเชื่อมอาณาจักรของเขา สะพาน ถนน และในสมัยนั้นยังมีทหารที่เป็นกองทัพเรือคอยลาดตะเวนดูความเคลื่อนไหวของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่รู้จักกันทั่วโลกอีกด้วย

ถึงแม้ตอนนี้จักรพรรดิเอากุสตุสจะตายไปแล้ว แต่จักรวรรดิโรมันของเขานั้นยังเป็นจักรวรรดิที่เข็มแข็ง มีชื่อเสียงเรื่องการรบ เรื่องราวในอดีตที่สร้างความน่าประทับใจในความกล้าหาญจนทำให้คนรุ่นหลังนำมาทำเป็นภาพยนต์หลายเรื่องให้เราได้ศึกษาในปัจจุบัน

จูเลียส ซีซาร์ (Julian Caesar)


จูเลียต ซีซาร์ กำเนิดเมื่อ 22 กรกฏาคม เมื่อประมาณ 100 ปีก่อนคริสตศักราช ในครอบครัวขุนนางที่เก่าแก่ ซีซาร์เป็นทารกคนแรกที่คลอดโดยการผ่าท้อง พ่อของเขาตายเมื่อเขามีอายุได้เพียง 16 ปี มีเพียงแต่แม่ของเขาที่ดูแลเขาตลอดมา ตั้งแต่เด็กซีซาร์ไม่คิดว่าเขาจะเป็นทหารแบบจริงจัง เพราะอาชีพที่เขาอยากเป็นนั้น คือนักกฏหมาย หรือทนายความ เพราะในสมัยนั้นอาชีพนี้เป็นหน้าเป็นตาของวงศ์ตระกูล

ซีซาร์เป็นคนที่ชื่นชอบด้านการต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจ เขามีแววฉายตั้งแต่เล็กว่าเขาจะเป็นนักรบที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง พอเขาอายุ 21 ปีเขามีชื่อเสียงมากจากการรบ เขาได้รับเหรียญกล้าหาญจากการเอาชนะจาก 300 ประเทศได้ เขาจึงเป็นทหารผู้ที่มีอำนาจ และเก่งทีสุดในสมัยนั้นเพราะเขาสามารถเอาชนะแต่ละเมืองได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ยุโรปตอนเหนือจนไปถึงยุโรปตอนใต้

ซีซาร์เป็นชายชาติทหารผู้ไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ เขามักจะแสดงความกล้าหาญของเขาให้เหล่ากองทัพของเขาได้ดูเป็นตัวอย่าง เขามักสอนในทหารของเขามีสติและเชื่อมั่นในตัวเอง ตลอดเวลาที่เขาอยู่ในสนามรบเขาจะคิดถึงแต่ความยิ่งใหญ่ แต่ถึงแม้ว่าซีซาร์จะเก่งแค่ไหน เขาก็พลาดพลั้งโดนทหารคนสนิดลอบสังหารเพียงเพราะเขาไว้ใจทหารคนนั้นมากเกินไป ถึงแม้ตอนนี้ซีซาร์จะตายไปนานมากแล้วแต่ในประวัติศาสตร์ ซีซาร์ถือว่าเป็นผู้บัญชาทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง

นโปเลียน โบนาปาร์ท (Napoleon Bonaparte)


ถ้าพูดถึงการทำศึกและการออกรบ มีจักรพรรดิคนหนึ่งที่โด่งดังมาก มีชื่อเสียง ในทวีปยุโรปเค้ารู้จักกันดีว่าบุคคลนี้มีความสามารถในทางการรบสุดยอดจริง ๆ ชื่อของเขาคือ นโปเลียน โบนาปาร์ท เขาคือบุคคลในประวัติศาสตร์ในฐานะจอมทัพนักปฏิวัติ

นโปเลียน โบนาปาร์ท เกิดวันที่ 15 สิงหาคม ปีค.ศ.1769 มาจากเกาะคอร์ซิก้า เขาคือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่วางแผนการรบด้วยตนเองแทบทุกอย่าง เริ่มบัญชากองรบด้วยตนเองเพียงอายุแค่ 26 ปี

ฉายาของเขาไม่ได้มาจากไม่ได้มาจากการเป็นจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ แต่มาจากความสูง ที่ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “นักรบร่างเล็ก: หรือเลอเพอดี คาร์พาคาล เขาออกรบเพื่อยึดครองดินแดนไปทั่วยุโรป และการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเขาอยู่ที่เมืองวอเตอร์ลู ในเบลเยี่ยม เมื่อปีค.ศ. 1815  นโปเลียน โบนาปาร์ท เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 52 ปีด้วยโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร

อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel)

 

อัลเฟรด โนเบล หรือเรียกกันว่า โนเบล เขาคือคนที่คิดค้นดินระเบิดขึ้นมา และเขายังเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลอีกด้วย เพราะเขาได้มีโรงงานที่ผลิตอาวุธที่ใหญ่มาก แต่เขากับเอาเงินตรงนั้นไปมอบให้มูลนิธิเพื่อนำเงินนี้ไปมอบให้กับคนที่ช่วยชาติของเรา ซึ่งมูลนิธิเลยตั้งชื่อว่ารางวัลโนเบลนั้นเอก และเขายังเป็นคนที่คิดค้นระเบิดไดนามิค เพราะเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้อย่างมาก เราต้องยกให้เขาเลยเรื่องการคิดค้นอาวุธต่างๆ

อัลเฟรด โนเบล กับความรู้ที่ยิ่งใหญ่

อัลเฟรด โนเบลนั้นเกิดในครอบครัวที่มีฐานะที่ร่ำรวย และยังมีโรงงานผลิตเหล็กต่างที่มีขนาดใหญ่อีกด้วย ซึ่งพอเขาได้มาบริหารธุรกิจโรงงานเองเขาก็ได้เปลี่ยนโรงงานที่ผลิตเหล็กมาเป็นโรงงานที่ผลิตอาวุธต่างๆ เพื่อที่จะนำไปทำสงครามต่างๆนั้นเอง และการที่เขาผลิตอาวุธนั้นเขาได้มีการนำเงินที่ได้จากการขายอาวุธไปมองให้มูลนิธิเพื่อเป็นรางวัลให้กับคนที่รบเพื่อชาติ และเขาก็ได้ตั้งชื่อรางวัลนี้ว่ารางวัลโนเบลนั้นเอง ซึ่งโนเบลก็ได้คิดค้นระเบิดไดนามิคขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นระเบิดที่สามารถทำลายร้างได้สูงเลยทีเดียว และเขายังได้คิดค้นหนังเทียม หรือสิ่งประดิษฐ์ที่สังเคราะห์อีกหลายรายการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หนังเทียม ยางสังเคราะห์ หรือไหมเทียม ที่สามารถนำมาทำเป็นเสื้อผ้าได้ในสมัยนี้ เพราะว่าในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีพวกสิ่งประดิษฐ์สังเคราะห์แบบนี้ เขาเลยได้คิดค้นขึ้นมา เพื่อนำมาสร้างประโยชน์ให้กับสิ่งอื่นนั้นเอง เพราะการที่เรานำสิ่งพวกนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเช่น นำยางสังเคราะห์มาใช้เพื่อ มัดผมหรือรัดสิ่งของต่างๆที่ติดกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีโดยที่เราไม่ต้องใช้เชือกที่หายากอีกเลย และไหมเทยมก็สามารถนำมาทำสีและต่อกับเส้นผมได้ ซึ่งไหมเทียมก็จะมีประโยชน์อยู่มากมายในการที่เราจะนำมาใช้งาน เพราะสมัยนี้เสื้อผ้าต่างๆก็ใช้พวกไหมเทียมกันเยอะแล้ว และหนังเทียมนั้นเขานิยมนำมาทำเป็นกระเปาหรือรองเท้า เพื่อให้มีความสวยงามในการถือและใส่นั้นเอง

เพราะกระเป๋าถ้าเราไม่อยากใช้พวกหนังสัตว์ต่างๆ เราก็จะใช้หนังเทียมตัวนี้เป็นการใช้แทนหนังสัตว์ที่ต้องโดนทำร้าย ซึ่งการที่เขาคิดค้นสิ่งประดิษฐ์พวกนี้ขึ้นมานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากในการคิดค้น และเราสามารถรถการฆ่าสัตว์ได้เยอะเลย ถือว่าเป็นบุคคลที่เราจะไม่มีวันลืมเขาเลย เพราะเขาได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆไว้ให้คนยุคหลังได้นะมาใช้ประโยชน์กันอย่างมากมาย

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)


ถ้าพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้นำเผด็จการอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาได้เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1889 ที่เมืองเบรานา ประเทศออสเตรีย เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายอาลัวส์ อิตเลอร์ และนางคลารา ฮิตเลอร์ เขาเป็นคนเรียนเก่ง รักศิลปะ พออายุ 6 ขวบ ครอบครัวของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ย้ายไปที่เมืองเลออนดิง เมื่อในปี ค.ศ.1894 เขามีปัญหากับพ่อและครูอย่างต่อเนื่อง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เริ่มหลงไหลลัทธิชาตินิยมในเยอรมันเมื่อเขาได้ค้นพบภาพสงครามฝรั่งเศส – ปรัสเซียนั่นของพ่อ จากการดูภาพนั้นจึงทำให้เขาเป็นคนที่บ้าสงคราม ต่อมาในปี ค.ศ 1903 เขาได้ทะเลาะกับพ่อเรื่องการเรียนทำให้หนีไปอยู่กับป้าที่กรุงเวียนนา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้ลาออกจากโรงเรียนและได้หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นจิตรกรวาดรูป

เมื่ออายุครบ 20 ปี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้เข้าไปเป็นทหารอาสาในกองทัพของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่1 หลังจากสงครามเขาเริ่มจึงเป็นที่รู้จักและนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นทางการเมืองของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และเขาได้เป็นหัวหน้าพรรคนาซีในวัย 32 ปีและต่อต้านชาวยิว ในปีค.ศ1923 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เริ่มก่อการปฏิวัติแต่ไม่สำเร็จจึงถูกจำคุกในที่สุด 1 ปีต่อมาอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดและได้เริ่มการเมืองต่อเพราะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดี 

ในปี ค.ศ. 1939 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร เยอรมันได้ยึดครองยุโรปได้เกือบทั้งทวีป อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ใช้นโยบายด้านเชื้อชาติทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ตายได้ 11 ล้านคน โดยเป็นชาวยิวถึง 6 ล้านคน จากนั้นเขาจึงได้รับการยกให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลแห่งปี จากนิตยสารไทม์ สุดท้ายเยอรมันได้พ่ายแพ้กับสงคราม ในปี ค.ศ.1944 ขณะที่เยอรมันกำลังพ่ายแพ้สงคราม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้จัดการแต่งงานของตนและอีวา บราวน์ที่ห้องแผนที่ที่ฟิออแรร์บังเกอร์ และจบชีวิตตัวเองจากนั้น 40 ชั่วโมงต่อมาในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1945

และอีกคนที่มีความสำคัญกับเหตุการณ์นี้เช่นกันคือ วินสตัน เชอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษที่ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรษ เป็นผู้นำประเทศในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1874 ที่วังเบลเนม และเสียชีวิตเมื่อ 24 มกราคม 1965 ด้วยอายุ 90 ปีเต็ม เขาเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ที่ขึ้นชื่อว่ามีวาจาคมคายที่โน้มน้าวสร้างกำลังใจให้ประชาชนขณะเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 2 แถมยังเป็นนักเขียนและนักประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม มีหลายประโยคที่ทุกคนยังตราตรึง และประโยคที่เป็นที่จดจำคือ สำหรับคนที่ไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี ไม่มีสติก็เหมือนคนไม่มีหัวใจ และคนที่ไม่มีหัวใจก็ไม่มีทางเอาตัวรอดได้ เป็นคำพูดต่างๆ ที่คนอังกฤษจะได้รับฟังอย่างต่อเนื่องในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การทำศึกสงครามกับนาซี ภายใต้แกนนำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์แห่งประเทศเยอรมันนี

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)

 

เกิดวันที่ – 14 มีนาคม ค.ศ.1879

เสียชีวิตวันที่ – 18 เมษายน ค.ศ.1955

อายุ – 76 ปี

นักฟิสิกส์ทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกคนหนึ่ง เชื้อสายยิวแต่มีสัญชาติสวิสและอเมริกัน ไอน์สไตน์เป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ พร้อมกับมีผลงานมากมายนับไม่ถ้วนตั้งแต่ ร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม , สถิติกลศาสตร์ , จักรวาลวิทยา และยังได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี พ.ศ.2464 ด้วยการอธิบาย “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก”รวมถึงการสร้างประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี จนได้การยอมรับว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20

ไอน์สไตน์ เป็นเสมือนสัญลักษณ์และเป็นแบบอย่างของความฉลาด – อัจฉริยะ การคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ของ ไอน์สไตน์สามารถต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันและเป็นแนวทางให้แก่วิทยาศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ทุกผลงานที่ไอน์สไตน์คิดค้นเป็นที่เคารพอย่างมาก จนเป็นแรงบันดาลใจแก่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ อย่างมากมาย ตามรายงานระบุว่ามีการตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์มีมากกว่า 300 ผลงาน และตีพิมพ์ผลงานอื่นๆ นอกเหนือจากทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 150 ผลงาน จนได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME ว่าเป็น “บุรุษแห่งศตวรรษ” ในปี พ.ศ.2542 อีกด้วย

 

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ผู้ที่เป็นผู้นำเพื่อสิทธิของคนมีผิวสี

 

เป็นนักกิจกรรมทางสังคมและผู้ที่มีความสำคัญในการเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองในอเมริกาในช่วงกลางปี ​​1950 แต่เรื่องกลับเลวร้ายขึ้นเมื่อมีการลอบสังหารเขาในปี 1968 คิงแสวงหาความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชนสำหรับชาวแอฟริกันอเมริกัน โดยกลุ่มคนส่วนใหญ่เป็นผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมได้ออกมาทำการประท้วงด้วยวิธีสันติ จนเกิดการผลักดันให้เกิด สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง และกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน จนทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1964 จนทำให้ในสหรัฐอเมริกาได้ใช้วันของเขาเป็นวันหยุดราชการของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ 1986

เขาเกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 1929 ในแอตแลนตา จอร์เจีย โดยเป็นบุตรคนที่สองของ Martin Luther King คนพ่อซึ่งเป็นบาทหลวง ส่วนแม่ของเขา Alberta Williams King เป็นอดีตคุณครูของโรงเรียนในชุมชน โดยอาศัยอยุ่ร่วมกับพี่สาวคนโต Christine และน้องชายคนเล็ก Alfred Daniel Williams เขาเติบโตขึ้นมาในย่าน Sweet Auburn ของเมืองจากนั้นก็ย้ายเข้าไปอยู่ในย่านที่เจริญของกลุ่มชาวแอฟริกันอเมริกัน เขาเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์ ได้เข้าเขียนในโรงเรียนที่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่อายุ 15 ปี ชื่อโรงเรียนก็คือ Morehouse College อีกทั้งยังเป็นโรงเรียนเก่าของทั้งบิดาและมารดาของเขาซึ่งเป็นสถานที่ๆ ได้ศึกษาด้านแพทยศาสตร์และกฎหมาย

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อาจเดินตามรอยเท้าของบิดาของตนเองได้ จากการที่ได้เข้าร่วมงานในหน่วยงานของรัฐบาล แต่แล้วในที่สุดเขาเปลี่ยนความใจภายใต้การให้คำปรึกษาของประธานาธิบดีDr. Benjamin Mays นักบวชผู้มีอิทธิพลทางการเมืองและผู้สนับสนุนหลักในการแสดงให้กับกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ หลังจากจบการศึกษาในปี 1948 เขาก็ได้เข้าเรียนต่อในมหาลัย Crozer Theological Seminary ในเพนซิลเวเนีย ที่ๆ เขาได้รับปริญญาตรีปริญญาโทได้รับรางวัลอันทรงเกียรติและได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานของกลุ่มคนผิวขาวส่วนใหญ่

ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จด้านการศึกษาอีกครั้งที่มหาวิทยาลัย Boston University จบหลักสูตรในปี 1953 และได้รับปริญญาเอกด้านระบบศาสนาศาสตร์สองปีต่อมา จนต่อมาได้เจอกับ Coretta Scot นักร้องสาวจาก Alabama ที่มาเรียนต่อด้านดนตรีใน New England Conservatory of Music ทั้งคู่ได้แต่งงานกันในปี 1953 และตัดสินใจอยู่ใช้ชีวิตอยู่ในMontgomery ในระหว่างที่คิงได้ทำอาชีพเป็นบาทหลวง พวกเขามีลูกด้วยกัน 4 คน ได้แก่คนโต Yolanda Denise King คนที่สองคือ Martin Luther King ที่ 3 และ Dexter Scott King กับ Bernice Albertine King ชีวิตของเขาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อถูกรอบสังหารของเย็นวันที่ 4 เมษายน 1968 ในระหว่างที่ยืนอยู่บนระเบียง ทำให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงขึ้นทั่วทั้งเมืองหลวง จนทำให้วันนี้ในทุกปีกลายเป็นวันไว้อาลัยให้แก่คิง โดยประธานาธิบดีจอห์นสัน

โดนัลด์ ทรัมป์ Donald Trump

 

ในเวลานี้ทั่วโลกคงไม่มีใครไม่รู้จักกับประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งสหรัฐฯ นั่นก็คือ Donald Trump แม้ว่าเท่าที่ทั่วโลกเห็นบทบาทบุคลิกของเขาจะเป็นคนพูดจาโผงผาง มีแนวคิดที่แสดงจุดยืนของตัวเองชัดเจนจนทำให้นานาประเทศต่างหวาดวิตกว่า Donald Trump อาจคิดอะไรโดยไม่นึกถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามนั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องติดตามกันต่อไปแต่สิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องก็คือประวัติของเขาก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐฯ

 

ประวัติของ Donald Trump

นาย Donald Trump เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1946 ที่เมืองควีนส์ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐฯ เขาเป็นลูกคนที่ 4 จากบรรดาพี่น้องทั้งหมด 5 คน ชีวิตในวัยเด็กเขาเข้าเรียนที่ The Kew-Forest School พออายุได้ 13 ปี เขาสมัครโรงเรียนนายร้อยนิวยอร์ก ที่เมืองคอร์นวอลล์ นิวยอร์ก ต่อมาเขาได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฟอร์ดัม ในเดอระ บรองซ์ เป็นเวลา 2 ปี แล้วย้ายไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งที่นี่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนด้านอสังหาริมทรัพย์ให้กับเขาเป็นครั้งแรก เมื่อจบการศึกษาปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตด้านเศรษฐกิจเขาได้เริ่มต้นทำงานกับบริษัทในครอบครัวชื่อ Elizabeth Trump & Son จากนั้นเขาก็เริ่มก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว ต่อมาเขาได้ขยายธุรกิจของตนเองไปสู่ธุรกิจด้านการบินและคาสิโนแอตแลนติก ซิตี้ และคาสิโนอื่นๆ ทว่าในเวลาต่อมาเขากลับประสบภาวะล้มละลาย โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1990 ข่าวส่วนใหญ่ของเขาจะมีแต่เรื่องของการเงินเสียมากกว่า กระทั่งช่วงปลายทศวรรษเดียวกันเขาเริ่มกลับมาสู่เส้นทางด้านธุรกิจอีกครั้ง และในช่วงทศวรรษ 2000 เขาก็ได้ขยับขึ้นมาเป็นนักอสังหาริมทรัพย์เบอร์ต้นๆ ของสหรัฐฯ ได้มีการสร้างอาคารและตึกสูงมากมาย เป็นเจ้าของพื้นที่หลายๆ แห่ง ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญด้านอสังหาริมทรัพย์และเป็นคนที่มีชื่อเสียงสำคัญมากในด้านสื่อมวลชน นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของธุรกิจประกวดนางงามจักรวาลอีกด้วย

กระทั่งเขาตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และสามารถเอาชนะฮิลลารี คลินตัน ไปได้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 ทำให้ตัวเขาและพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ ตัวเขาก็ได้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คนที่ 45 ซึ่งเป็นคนปัจจุบันนี้ ในวัย 70 ปี ถือว่าเขาเป็นคนที่มีอายุมากที่สุดและมีสินทรัพย์มากที่สุดนับตั้งแต่มีผู้ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังเป็นบุคคลคนแรกที่ไม่เคยรับราชการทหารหรือเป็นข้าราชการมาก่อน ที่สำคัญเป็นบุคคลที่ 4 ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยไม่ได้คะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศอีกด้วย ถือว่า Donald Trump เป็นบุคคลประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่งของสหรัฐฯ เลยทีเดียว

 

ไมเคิล แจ็คสัน Michael Jackson

 

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ ไมเคิล แจ็คสัน มาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย เพราะไมเคิล แจ็คสัน เป็นนักร้องคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก แต่ตัวผู้เขียนเองก็รู้จักเพียงชื่อ และหน้าตาเท่านั้น ยังไม่เคยได้มีโอกาสฟังเพลงของเขา อาจจะเพราะผู้เขียนไม่ได้เกิดมาในยุคที่ไมเคิล กำลังโด่งดัง รวมถึงที่บ้านเองก็ไม่ได้ฟังเพลงสากลเท่าไรนัก และผู้เขียนก็มีความเชื่อว่า ยังมีหลายๆ คนที่ยังไม่รู้จักไมเคิล แจ็คสัน ดีเท่าไรนัก ในวันนี้จึงได้มีการรวบรวมประวัติของนักร้องระดับโลกท่านนี้ให้หลายๆ คนได้รู้จักเค้าไปพร้อมๆกัน

Michael Jackson หรือไมเคิล แจ็คสัน มีชื่อเต็มว่า Michael Joseph Jackson (ไมเคิล โจเซฟ แจ็คสัน) เขาเกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2501 ในประเทศสหรัญอเมริกา เขาเข้าวงการนี้เมื่ออายุ 7 ขวบ โดยรับหน้าที่เป็นนักร้องนำในวง เดอะแจ็คสัน ไฟว์ (The Jackson 5) หลังจากนั้น 4 ปี เขาได้ออกอัลบั้มที่มีชื่อว่า Got to Be There ขณะนั้นไมเคิล แจ็คสัน มีอายุเพียงแค่ 11 ปี หลังจากที่อัลบั้มดังกล่าวออกมาก็ได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้ชม โดยคนต่างตะลึงในความสามารถของเขา เพราะเพลงของไมเคิล แจ็คสัน ได้รับความนิยมจนติดอันดับ 1 ได้ถึง 3 เพลงด้วยกัน เมื่อไมเคิลอายุได้ 21 ปี เขาได้ปล่อยผลงานออกมาโดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า Off The Wall ซึ่งผลงานนี้ของเขาก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีอีกครั้งโดยตอนนั้นมียอดขายถึง20 ล้าน copy ทั่วโลก ตามด้วยอัลบั้มที่ชื่อว่า Thriller ซึ่งจำหน่ายได้ถึง 60 ล้าน copy ทั่วโลก โดยจากสถิติยอดขายเราจะเห็นว่ายอดขายของอัลบั้มที่ไมเคิล ทำออกมานั้นมียอดสูงขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าชื่อเสียงของไมเคิลกำลังโด่งดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากนั้นไมเคิลก็ออกผลงานอัลบั้มออกมา มีเพลงหลายเพลงที่ติดชาร์จอันดับ 1 จนมาถึงเพลง You are not alone ที่อยู่ในอัลบั้ม History เป็นเพลงหนึ่งที่สร้างประวัติศาสตร์เพลงให้แก่เขา โดยเพลงนี้ติดชาร์จอันดับ 1 โยใช้เวลาวางจำหน่ายเพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น

สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของไมเคิล ที่ใครหลายคนน่าจะรู้จักกันดีนั่นก็คือ ท่าลูบเป้า หรือท่ามูน วอล์ค นั่นเอง ไมเคิล แจ็คสัน ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เขาเคยมาประเทศไทยเพื่อแสดงตอนเสิร์ตถึง 2 ครั้ง ไมเคิล แจ็คสัน เสียชีวิตเมื่ออายุ 50 ปี ด้วยโรคหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน โดยเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ลอสแองเจลิส เมื่อเวลา 02.26 ตามเวลาในประเทศไทย ก็ได้มีการแถลงข่าวว่าไมเคิล แจ็คสัน เสียชีวิตลงแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้แฟนคลับของไมเคิล ที่รอดูคอนเสิร์ตของเขาอยู่ เสียใจและโศกเศร้าไปตามๆ กัน แต่ถึงอย่างไรแม้เวลาจะผ่านไป ชื่อเสียงของไมเคิล แจ็คสัน ก็ยังก้องอยู่ในหัวใจของแฟนคลับทุกๆ คน

สตีฟ จอบส์ Steve jobs

 

ในวงการ IT หรือแม้แต่คนธรรมดาอย่างเราๆ ก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก Steve jobs ผู้ซึ่งถือกำเนิดบริษัท Apple บริษัทที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งคอมพิวเตอร์ ไอพอท ไอแพด ไอโฟน และอื่นๆ ของแอปเปิ้ล ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

Steven Paul Jobs (สตีเวน พอล จอบส์) หรือ Steve Jobs เขาเกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 ณ เมือง San Francisco ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แม่ที่แท้จริงของจอบส์ คือโจแอน ซิมป์สัน พ่อคือ อับดุลฟัตตะห์ จันดาลี สตีฟ จอบส์ เป็นบุตรบุญธรรมของนายพอล และนางคลารา จอบส์  เขาสมรส กับ ลอเรนซ์ โพเวลล์ เมื่อวัน18 มีนาคม พ.ศ. 2534 ซึ่งมีลูกด้วยกัน 3 คน ข้อมูลอีกอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้ทราบนั่นก็คือ เขานับถือศาสนาพุทธ

ด้านการศึกษา Steve jobs เรียนจบระดับไฮสคูลจากโรงเรียน Homestead High School จากนั้นเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาใน Reed College หลังจากเรียนได้เพียง 6 เดือน เขาได้ลาออก เพราะคิดว่าการเรียนในระดับอุดมศึกษาไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สตีฟ จอบส์ ก็ยังให้ความสำคัญกับการศึกษา แต่เขาเลือกเรียนเพียงวิชาที่เขาชอบ โดยในตอนนั้นเขาเลือกที่จะเข้าเรียนประดิษฐ์ตัวอักษร ทั้งๆ ที่เขาเองก็ยังไม่รู้เช่นกันว่า จะเอาวิชานี้ไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้อย่างไร แต่วันนั้นก็มาถึงเมื่อ สตีฟ จอบส์ ผู้มีอายุเพียง 20 ปี ได้คิดค้น Computer MAC ได้สำเร็จ จึงได้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ลขึ้นมา ซึ่งบริษัทของเขาตั้งอยู่ในโรงรถ หลังจากนั้น 10 ปี Apple ก็พัฒนามาเป็นบริษัทขนาดใหญ่โต แต่วันที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อเขาผลิต และเปิดตัวประดิษฐกรรมของเขา ชื่อ Macintosh ได้เพียง 1 ปี เขาถูกไล่ออกจากบริษัทของเขาเอง เพราะเขาทะเลาะกับผู้บริหาร ที่เขาจ้างมาด้วยตัวเอง ซึ่งโชคร้ายที่กรรมการบริการกลับเข้าข้าง John Sculley  สตีฟ จอบส์ จึงถูกไล่ออกจากบริษัทของตัวเอง หลังจากนั้น 5 ปี สตีฟ จอบส์ ได้พยายามสร้างบริษัทขึ้นมาใหม่ในชื่อ Next  ซึ่งเป็นบริษัทที่สร้าง standard software ระบบปฏิบัติการของบริษัทแอปเปิ้ลในปัจจุบัน และ Pixar บริษัทสตูดิโอสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่น ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง TOY STORY เป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องแรกของโลก แถมตอนนี้ยังเป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่อยู่อันดับต้นๆ ของโลก หลังจากนั้นบริษัทแอปเปิ้ล ก็มาซื้อบริษัท Next ของเขาไป ทำให้เขาได้กลับไปอยู่ และพัฒนาแอปเปิ้ลให้เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง หลังจากนั้นเขาได้ขายบริษัทพิกซาร์ ให้กับดิสนีย์ไปเพื่อแลกกับการเป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดของดิสนีย์  ในเวลาต่อมาเมื่อเขามีอายุ 56 ปี เขาเสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับอ่อน

สตีฟ จอบส์ คือบุคคลที่ทำให้เราเรียนรู้ว่า เขาไม่คนที่เกิดมาพร้อมทุกอย่าง เขาคือคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีความฝัน ความเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะคิดอย่างแตกต่าง เป็นคนที่ทะเยอทะยาน มีความพยายามสูงจนประสบความสำเร็จ กลายเป็นบุคคลที่คนทั่วโลกยกย่องให้เป็นคนอัจฉริยะระดับโลก

 

บารัค โอบามา Barack Obama


Barack Obama มีชื่อเต็มว่า Barack Hussein Obama เขาเกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2504 ในรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีบิดาเป็นชาวเคนยา มารดาเป็นชาวอเมริกัน บารัค โอบามาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากนั้นเขาได้เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด จนจบในปี 2534 เขาเริ่มต้นประกอบอาชีพเป็นทนายความ ด้านสิทธิมนุษยชน เขาได้สอนกฎหมายด้านรัฐธรรมนูญ ในมหาวิทยาลัยกฎหมายของเมืองชิคาโก ในฐานะของสมาชิกสภาคองเกรส  นอกจากนี้บารัคก็ยังมีผลงานมากมาย ทั้งร่างกฎหมายต่างๆ รวมถึงการได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐอิลลินอยส์ ในปี พ.ศ.2539 ในปี 2547 บารัค โอบามาได้แถลงคำปราศรัยต่อที่ประชุมแห่งชาติพรรคเดโมแครตเป็นครั้งแรก เขาได้ตั้งคำถามต่อประธานาธิบดีในขณะนั้นคือ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เกี่ยวกับสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างอิรัก พร้อมทั้งได้มุ่งเน้นเกี่ยวกับพันธะผูกพันต่อทหารอเมริกันที่ออกไปทำการรบในต่างประเทศด้วย และที่สำคัญที่ทำให้บารัค โอบามา เป็นที่จับจ้องของทุกคนก็คือ เขาได้กล่าวถึงแง่มุมของการเลือกตั้งที่ดูจะไม่ยุติธรรม และตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามัคคีในความแตกต่างของชาวอเมริกัน โดยกล่าวว่า ”ที่นี่ไม่มีอเมริกาสายกลาง และอเมริกาสายอนุรักษ์ มีแต่เพียงอเมริกาที่เป็นสหพันธรัฐของทุกคน” หลังจากที่เขาพูดประโยคเด็ดนี้ออกไป สำนักข่าวในสหรัฐอเมริกาต่างก็ได้นำคำพูดดังกล่าวออกมาตั้งประเด็นขึ้นมากมาย  เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้บารัค โอบามากลายเป็นนักการเมืองสำคัญของอเมริกาไปเพียงชั่วพริบตา

การหาเสียงที่ชนะใจชาวอเมริกันกว่าครึ่งประเทศของบารัค โอบามา

หลักจากที่หลายๆ คนได้รู้จักนักการเมืองคนนี้ไปบ้างแล้ว เมื่อครั้งที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2551 บารัคก็ได้เข้ารับการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเขามีนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความตรงตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ โดยเขาเลือกที่จะหาเสียงผ่านสื่อทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งภาพที่ติดตาของทุกคน คือภาพใบหน้าของบารัค โอบามา พร้อมข้อความที่เขียนด้านล่างว่า HOPE ซึ่งหมายถึงความหวังของคนสหรัฐฯ ที่อยากเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ในขณะนั้นคู่แข่งของบารัค โอบามาคือนางฮิลลารีน่า ซึ่งหลายคนต่างก็เชื่อว่าเธอจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะเธอนั้นมีชื่อเสียงมากกว่า แต่ทว่าเธอก็เป็นนักการเมืองรุ่นเก่า ที่มีนโยบายแบบเก่าๆ มันจึงไม่ตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกันรุ่นใหม่มากนัก ในทางกลับกันบารัค โอบามา ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง ที่เขาเพิ่งจะออกมามีชื่อเสียงได้ไม่นาน แถมยังมีการหาเสียง มีนโยบายที่ตรงใจกับประชาชน แถมยังเป็นนักการเมืองที่ให้ความสำคัญในเรื่องของความเท่าเทียมกันของคนผิวสีด้วย ด้วยความที่บารัค โอบามา ดูจะเข้าใจหัวอกของความรู้สึกของชาวบ้านมากกว่า ที่ปกติแล้วนักการเมืองทั้งหลายจะไม่เคยหันมาเหลียวแล จึงทำให้บารัค โอบามา ได้ใจของชาวอเมริกันไปกว่าค่อนประเทศ

ที่วันนี้ก็มาถึงเมื่อเขาชนะการเลือกตั้ง เขาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ เขากลายเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของอเมริกาด้วย โดยเขาคว้าคะแนนอิเล็กทรอรัลโหวตเกิน 270 เสียงขึ้นไป การเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นครั้งประวัติศาสตร์เพราะมีคนเข้ามาให้ความร่วมมือในการเลือกตั้งมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นประธานาธิบดีถึง 2 สมัยด้วยกัน แถมเขายังเคยได้รับการยกย่องว่า เป็นนักประชาธิปไตยผู้ซื่อสัตย์ อีกด้วย

จอห์น เอฟ.เคนเนดี้ (John F.Kenedy)


จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี (John Fitzgerald Kennedy) (29 พฤษภาคม ค.ศ. 1917 — 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963) มักจะเรียกด้วยชื่อย่อของเขาว่า เจเอฟเค และ แจ๊ค เป็นนักการเมืองชาวสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 จนกระทั่งถูกลอบสังหารในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1963 เคเนดีได้ทำหน้าที่ในระดับสูงในช่วงสงครามเย็นและงานส่วนใหญ่ของเขาในฐานะที่เป็นประธานาธิบดีที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตและคิวบา จากพรรคเดโมแครต เคเนดีได้เป็นตัวแทนของรัฐแมสซาชูเซตส์ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐ ก่อนที่จะเป็นประธานาธิบดี

เคเนดีเกิดในครอบครัวนักการเมืองที่มั่งคั่งร่ำรวยในบรูคลิน รัฐแมสซาชูเซตส์ เขาได้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี ค.ศ. 1940 ก่อนที่จะเข้าร่วมกองทัพเรือสำรองสหรัฐในปีต่อมา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้เป็นผู้บัญชาการบังคับการเรือลาดตระเวนตอร์ปิโดในเขตสงครามแปซิฟิกและได้รับเหรียญหน่วยทหารแห่งกองทัพเรือและนาวิกโยธิน(Navy and Marine Corps Medal) จากปฏิบัติหน้าที่ของเขา ภายหลังจากในช่วงเวลาสั้นๆ ในสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ เคเนดีเป็นตัวแทนของเขตอำเภอบอสตันที่เป็นชนชั้นแรงงานในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 ถึง ค.ศ. 1953 ต่อมาเขาได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสภาสหรัฐและดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิกรุ่นน้องจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 ถึง ค.ศ. 1960 ในขณะที่ดำรงตำแหน่งในวุฒิสภา เคเนดีได้ตีพิมพ์หนังสือของที่ชื่อว่า โปร์ไฟล์ในความกล้าหาญ ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ปี ค.ศ. 1960 เขาได้เอาชนะอย่างฉิวเฉียดกับริชาร์ด นิกสัน คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดี

การบริหารปกครองของเคเนดีรวมทั้งความตึงเครียดสูงกับรัฐคอมมิวนิสต์ในสงครามเย็น ด้วยเหตุนี้ เขาได้เพิ่มจำนวนที่ปรึกษาทางทหารอเมริกันในเวียดนามใต้ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1961 เขาได้มีอำนาจในความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลคิวบาของฟิเดล กัสโตรในการบุกครองอ่าวหมู เคเนดีได้มีอำนาจในโครงการคิวบาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1961 เขาได้ปฏิเสธปฏิบัติการนอร์ทวู้ด(แผนการด้วยการโจมตีธงปลอมเพื่อได้รับอนุมัติในการทำสงครามกับคิวบา) ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1962 อย่างไรก็ตาม การบริหารปกครองของเขายังคงวางแผนที่จะบุกครองคิวบาในฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1962 ในเดือนตุลาคมต่อมา เครื่องบินสอดแนมของสหรัฐได้ค้นพบฐานจรวดขีปนาวุธของโซเวียตที่ถูกติดตั้งขึ้นในคิวบา ในช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียด ซึ่งถูกเรียกว่า วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ซึ่งเกือบที่จะส่งผลทำให้เกิดแพร่ระบาดของความขัดแย้งเทอร์โมนิวเคลียร์ทั่วโลก โครงการหมู่บ้านเชิงยุทธศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นในเวียดนามในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากภายในประเทศ เคเนดีได้เป็นประธานในการจัดตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพและสืบสานโครงการอวกาศที่ชื่อว่า อพอลโล นอกจากนี้เขายังได้สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมือง แต่ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยในการส่งผ่าน ชายแดนใหม่ นโยบายภายในประเทศของเขา

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 เขาได้ถูกลอบสังหารในแดลลัส รัฐเท็กซัส รองประธานาธิบดี ลินดอน บี. จอห์นสัน ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อเคเนดีได้เสียชีวิตลง ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ผู้นิยมมาร์กซิสต์และอดีตนาวิกโยธินสหรัฐ ถูกจับกุมด้วยข้อหาก่ออาชญากรรมต่อรัฐ แต่เขาก็ถูกยิงและเสียชีวิตโดยแจ็ก รูบีสองวันต่อมา สำนักงานสอบสวนกลาง(FBI) และคณะกรรมการวอร์เรนต่างสรุปกันว่า ออสวอลด์เป็นผู้กระทำแต่เพียงผู้เดียวในการลอบสังหาร แต่มีกลุ่มต่างๆ ได้โต้แย้งต่อรายงานวอร์เรนและเชื่อว่าเคเนดีเป็นเหยื่อของการสมรู้ร่วมคิด ภายหลังจากเคเนดีเสียชีวิต สภาคองเกรสได้รับข้อเสนออันมากมายของเขารวมทั้งกฎหมายสิทธิพลเมืองและกฎหมายสรรพากร ปี ค.ศ. 1964 เคเนดีได้รับการจัดดับสูงสุดในการสำรวจความคิดเห็นต่อประธานาธิบดีสหรัฐกับนักประวัติศาสตร์และสาธารณชนทั่วไป ชีวิตด้านส่วนตัวของเขายังเป็นจุดรวมของการได้รับความสนใจที่ยั่งยืนอย่างมากมาย ภายหลังจากการเปิดเผยต่อสาธารณชนในช่วงปี ค.ศ. 1970 เกี่ยวกับสุขภาพของเขาที่เจ็บป่วยเรื้อรังและการคบชู้สาว

เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela)


เนลสัน แมนดาลา เป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ที่ถูกเลือกตั้งอย่างถูกต้อง และเป็นคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ซึ่งเขาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ 5 ปีด้วยกัน ซึ่งในระยะเวลาที่เขาได้ดำรงตำแหน่งอยู่นั้น เขาก็ได้สู้เพื่อชาวแอฟริกาที่โดนเหยียดเรื่องสีผิวนั้นเอง จนเขาก็สามารถทวงความยุติธรรมขึ้นมาได้ และเสรีภาพกับคืนมาได้นั้นเอง

บุคคลที่โลกต้องจำเขาไปตลอด เนลสัน แมนเดลา

โดยเนลสัน ได้ทำการทวงความยุติธรรมเรื่องการโดนเหยียดสีผิว เพราะเขาเห็นว่าทุกคนนั้นควรได้รับเสรีภาพเท่ากัน ซึ่งการที่เขานั้นได้สู้เพื่อชาวสีผิวดำที่โดนเหยียดสีผิวให้ไม่มีที่ยืนนั้นเอง และการที่เรานั้นแบ่งแยกสีผิวกันถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเลย เพราะการที่เราไม่ให้เสรีภาพของคนต่างสีผิวนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีเลย และ เนลสัน ได้สู้เพื่อคนผิวดำอย่างสุดความสามารถ จนเขาสามารถชนะคดีเรื่องการเหยียดสีผิวนี้ได้ เพราะเขาเห็นว่าการเหยียดสีผิวเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีเอาสะเลย และเขาก็ได้การตอบรับที่ดีกลับมาอย่างมาก และมีกำลังที่มอบให้เขาอยู่มากมายเลยทีเดียว จนศาลโลกได้ยุติคดีการเหยียดสีผิวลง และศาลโลกขอให้พวกเขารักกันอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และไม่อยากให้ทุกคนเกลียดกันเพราะสีผิวที่ต่างกัน หรือแบ่งแยกอะไรกันทั้งนั้นทุนคนคือคนเหมือนกันและมีเสรีภาพเท่ากันนั้นเอง

เนลสัน แมนเดลา คือคนที่ทำให้คนที่มีสีผิวที่ต่างกันมาอยู่ร่วมกันได้ เพราะเขาคิดว่าคนเรานั้นไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนๆ ก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ ซึ่งการที่เราจะแบ่งแยกสีผิวกันนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะการที่เรามาวัดคุณค่าของคนที่สีผิวนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมาก ซึ่งการที่เราไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนที่มีสีผิวที่ต่างกันมันใช่เรื่องที่เราสมควรทำหรอ เราสามารถเอาสีผิวว่าวัดว่าคนดำต้องเป็นโจรนะคนขาวต้องเป็นคนดีมันใช่เรื่องไหม เพราะการที่เราแบ่งแยกสีผิวกันนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย ซึ่งเราไม่สามารถไปวัดคนไหนได้ว่า เขาเกิดประเทศนี้สีผิวต้องเป็นแบบนี้นะ ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีสีผมที่ต่างกันออกไป เราก็ควรที่จะรักกันและอยู่ร่วมกันได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกเพราะสีผิวที่ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกลียดอะไรเลย

CR :voathai

 

ซาห์เล เวิร์ก ซิวเด

 

ซาห์เล เวิร์ก ซิวเด เป็นนักการทูตหญิงชาวเอธิโอเปีย และเป็นประธานาธิบดี คนที่ 4 ของเอธิโอเปีย ซาห์เลเป็นประธานาธิบดีหญิงรายแรกของประเทศ ด้วยการลงคะแนนของสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2018

ซาห์เลเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนพิเศษของอังตอนียู กูแตรึช เลขาธิการแห่งสหประชาชาติ ในภารกิจที่สหภาพแอฟริกา ในนามของสหประชาชาติ โดยได้อยู่ในระดับเลขาธิการสหประชาชาติภายใต้สหภาพแอฟริกา

CR : thestandard




ข้อมูลอ้างอิง : omnibiografia

Related content

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Copyrighted 2021. designlandclub. All Rights Reserved.
@ ART AD. DESIGN. 2021